ป้อมปี่ (2017)

สวัสดีครับเพื่อน ๆ ทริปนี้ ก็เป็นครั้งที่ 3 แล้วสำหรับการไปเยือนจุดชมวิวป้อมปี่ อุทยานแห่งชาติเขาแหลม จังหวัดกาญจนบุรี ด้วยความที่ครั้งก่อนกระสันอยากจะมานอนที่นี่ให้ได้ แต่ด้วยช่วงเวลาทำให้จับผลัดจับผลูได้มาช่วงเริ่มต้นของหน้าร้อน ที่ทางกรมอุตุฯ เพิ่งจะประกาศเข้าหน้าร้อนอย่างเป็นทางการเมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านี้ และมันก็เป็นอย่างนั้นจริง ๆ

การเดินทาง เส้นทางที่พวกเราได้เดินทางในครั้งนี้ ระยะทางประมาณ 300 กิโลเมตร จากกรุงเทพ ไปตามจุดแวะพัก จนไปจบที่จุดชมวิวป้อมปี่

พวกเรานัดเจอกันตี 5 แต่ด้วยความที่มันเช้าเกิ๊น.. จะรีบไปไหน จะรีบไปไหน เลยได้ไปถึงจุดนัดพบ สักประมาณ 6 โมงเช้า คนรอก็รอไป คนขี่ก็ขี่ไป พอไปถึงแล้ว ก็ล้อหมุนทันทีไม่รีรอ.. เพราะมีกันแค่สองคัน

พอมาถึงเลี้ยวขวาแยกแสงชูโต อีกคันเลยไปนู่น… สงสัยจะขี่เพลินไปหน่อย

ในช่วงของการเดินทาง พวกเราก็ไม่รีบมากนัก เพราะอากาศเริ่มร้อนถึงร้อนมาก มีความเพลีย! วัดอุณหภูมิจากหน้าปัดรถได้ประมาณ 35 องศา! นี่เราขี่รถท่ามกลางทะเลทรายหรืออย่างไร?

ช่วงเช้าประมาณ 7 โมงกว่า ๆ ไปถึงตัวเมืองกาญฯ ก็แวะพักกินข้าวเช้ากันแถว ๆ นั้น (โก้ก๊าสกับข้าว 39 อย่าง) เสร็จแล้วออกเดินทางต่อ เพื่อไปพักตูดที่แยกแก่งเสี้ยน แต่..แต่..แต่.. วันที่เราไปนั้น ทำถนนกันอยู่ รถติดสัส! แล้วติดปี๊บแบบนี้อีก ไม่ต้องไปไหนกันเลยทีเดียว ไข่ไหม้ทันที เลยตัดสินใจ ขี่เลยไปเติมน้ำมันปั้มข้างในแทน และพักรถกันที่นั่น

สถานที่ตรงนี้จะอยู่ก่อนถึง ช่องเขาขาดครับ อากาศร้อนกำลังดี รถไม่ค่อยมียังเช้าอยู่ เลยจอดแวะถ่ายรูปสักหน่อยกับวิวที่สวยงาม ซึ่งจะเจอโค้งที่จะเห็นวิวภูเขาสวยงามตระการตาในจุดนี้ครับ แล้วจะมีรั้วสีขาวเป็นทางยาวไป สุดยอดแห่งความงดงามเลยทีเดียวเชียว

กับการเดินทางที่อยู่หลังมอเตอร์ไซต์ ไม่ว่าจะเป็นสายลมที่พัดผ่านร่างกาย หรือกลิ่นสองข้างทางที่แต่ละจุดแต่ละสถานที่จะไม่เหมือนกัน บวกกับอากาศที่ร้อนใช้ได้ เป็นอะไรที่ฟินสุด ๆ

จากแก่งเสี้ยนมาถึงไทรโยคน้อย ก็ประมาณ 60 กิโลเมตร เราก็มาแวะเพื่อตุนอาหาร กับทริปที่จะประหยัดกันหน่อย เพราะเราจะหมดไปกับค่าน้ำมันรถ และค่ากินนั่นเอง​ (ถ้าเราไม่บันยะบันยัง)

ซึ่งถ้าอยากเดิน Shop ตรงนี้ ก็จอดรถไว้ แต่ถ้าแวะแปปเดียว สำหรับมอไซต์ก็จอดหลบ ๆ หน่อยครับ แล้วก็สั่งแม่ค้าพ่อค้าเลย อากาศร้อนมากครับเมื่อมาถึงตรงนี้ เลยขอหลบแดดหน่อย

และรถคันนี้ถ้าให้ผมรีวิวอัตราการกินน้ำมันนั้น อยู่ที่ 24-25 km/ลิตร ครับ ถ้าขี่กันประมาณไม่เกิน 100km/hr มีแค่ช่วงที่ต้องการแซงเท่านั้น ที่จะเปิดคันเร่งมากหน่อย ก็กินน้ำมันไปอีก ซึ่งก่อนออกทริป ผมก็ได้คำนวณค่าน้ำมันไว้แล้ว แต่คิดเฉลี่ยไว้ที่ 22 km/ลิตร ครับ แต่ถ้าหากบิดกัน 130-140km/hr ก็จะเฉลี่ยน้อยกว่า 20 km/ลิตร ครับผม

น้ำมัน 1 ถัง 19 ลิตร ตีเฉลี่ยไป 22 km/1 ลิตร จะวิ่งไปได้ 400 km โดยระยะทาง 600 km ไปถึงป้อมปี่ จะได้ใช้น้ำมันประมาณ 1.5 ถัง = 28 ลิตร (28*22=616 km) พอดี เพราะฉะนั้นขาไปเติมน้ำมันเต็มถัง ขากลับก็เติมเต็มถัง สรุปเติมน้ำมัน 2 รอบ โดยทั้งหมดจะใช้ 28 ลิตร ราคาน้ำมันแก้สโซฮอล 95 ตอนนี้อยู่ที่ 27.35 บาท (28*27.35=765.8 บาท) รวมค่าน้ำมันทริปป้อมปี่ ประมาณ 800 บาท (รอบละ 400 บาท/2 รอบ) แต่ถ้าเติม E20 จะอยู่ที่ 24 บาท (28*24=672 บาท) ตีไป 700 บาท (ลดไปได้ 100 บาท)

(แหม่.. ชีวิต พอดีว่าง)

และประมาณเที่ยง ๆ บ่าย ๆ เราก็มาถึงทางเข้าป้อมปี่

จอดรอมิตรสหาย

จ่ายค่าเข้าอุทยาน และค่ากางเต๊นท์นอน รวมแล้ว 2 คน 1 คัน = 160 บาท ครับ และก็ได้พูดคุยกับเจ้าหน้าที่นิดหน่อย น้าเค้าลองให้เข้าไปทางซ้าย ก็สามารถเอารถจอดข้างเต๊นท์ได้เลย แต่ถ้าไปทางขวา ก็ต้องจอดรถไว้ข้างหน้าและเดินเข้าไปกางเต๊นท์แทน

พวกเราก็ขี่ไปดูทางซ้าย แต่เราก็ตัดสินใจมานอนทางขวาดีกว่า ก็จะมีรถเข็นให้ขนของเข้าไปครับ

หน่วยรถเข็นทำงาน

คนเข็นก็เข็นไป คนแบกก็แบกไป คนถ่ายก็ถ่ายสิครับ..รอไร

จัดแจงเอาของสัมภาระลง และไปกางเต๊นท์

พี่ ๆ เจ้าหน้าที่อุทยานฯ ทุกคนน่ารักมากครับ สอบถามได้ตลอดครับ

จุดที่เราไปกางเต๊นท์ ในตอนแรกคือข้างล่าง จะเดินลงไปอีก ไปกางเต๊นท์อะไรเรียบร้อยแล้วด้วย แต่ด้วยความที่มันไกลห้องอาบน้ำเกินไป เดินจนลิ้นห้อย เลยย้ายมากางข้างบนครับ คือข้างล่างก็มีห้องน้ำนะ แต่ไม่มีห้องอาบน้ำ

จุดที่เรากางจะอยู่ด้านบนสุด ระนาบกับทางเดินข้างบน แต่ก็จะมีเป็นชั้น ๆ ลงไปด้านล่าง ก็มีคนกางเยอะพอสมควร แต่จุดนี้ ผมแนะนำเลยครับ เพราะสะดวก วิวดี มา 3 ครั้ง ก็เห็นมีกางตรงนี้ทุกที ทริปนี้มีโอกาส ก็เลยเลือกจุดนี้กันครับผม

อุปกรณ์มีเท่าไหร่ งัดเอาออกมาใช้ซะ ข้อดีของคำว่า “ของมันต้องมี”

เมื่อทำอะไรเสร็จแล้ว ก็พักกินข้าวเที่ยง (บ่าย) กันที่จุดขายอาหารนี่แหละครับ

กินเสร็จแล้ว ก็ไปกินลม ชมวิว เล่นน้ำกันที่อุทยานแห่งชาติเขาแหลม ไม่ไกลจากจุดป้อมปี่ ซึ่งที่จุดชมวิวป้อมปี่ ก็มีให้เล่นน้ำ มีเสื้อชูชีพให้ แต่ด้วยที่อากาศร้อนมาก เลยต้องการร่มเงาของต้นไม้ช่วยบังด้วย ก็เป็นจุดที่เอาขามาจุ่มน้ำเล่นกันได้

เมื่อทริปที่แล้วก็มานอนกันที่ อช. นี่แหละครับ ลมเย็นจากสายน้ำที่พัดผ่าน

พอตกเย็นกลับมาที่ป้อมปี่ เพื่อมา รอดูพระอาทิตย์ตก กันครับ สิ่งที่เราจะต้องมาดูที่นี่ให้ได้ครับ นั่นคือไฮท์ไลท์

โดยเราจะหันหน้าเต๊นท์ไปทางที่พระอาทิตย์ตก นอนดูสบายใจเฉิบกันไป นอนดูเฉย ๆ นะ ห้ามทำอะไรอย่างอื่น

เหยียดแข้งเหยียดขากันตามสบาย ซึ่งในเวลานี้ จะเป็นช่วงที่ลมแรงมากครับ

คือสวยงามมากครับ บางครั้งที่มาก็จะเจอฝน เจอกลุ่มเมฆบดบังบ้าง แต่ครั้งนี้ฟ้าเปิด ทำให้เราได้มาส่งพระอาทิตย์ตกกันได้ที่ป้อมปี่ Mission Complete!

ปาร์ตี้ก่อนนอน เป็นอะไรที่ฟินสุด ๆ อย่างที่บอก คือ ลมจะแรงมากในช่วง 18:00 – 23:00 น. ครับ หลังจากนั้น จะไม่มีลมละ อากาศเย็นอีกทีก็ประมาณ ตี 3 – 6 โมงเช้า

พวกเราตื่นเช้ามาประมาณ 6 โมง อากาศกำลังดี ชงกาแฟ และทำอะไรกินกันตอนเช้าก่อนกลับ

เอาแค่ได้นั่งกินกาแฟ ดูวิวแบบนี้แล้ว กับที่พักหลักร้อย แต่ได้วิวหลักล้านที่เค้าเคยพูดกัน ไม่เท่าได้มาเจอกับตัว

บางคนว่าเป็นแค่ทางผ่าน แต่ถ้าได้ลองอยู่กับสิ่งนั้นสักพัก และใช้ใจมอง จะรู้ว่ามันจะไม่ใช่แค่ทางผ่าน

ก่อนที่พวกเราจะเดินทางกลับ ก็แวะไปเดินเล่นตรงสะพานแขวนในป้อมปี่ ซึ่ง! ก็ไม่เคยได้มาตรงนี้สักที

สรุปค่าใช้จ่ายในทริปนี้ แค่ ค่าเดินทาง + ค่าที่พัก = 880 บาท ครับ

ก็เป็นอีกทริปหนึ่ง ที่ตั้งใจว่าจะมานอนให้ได้ แต่ด้วยช่วงเวลา (ฤดู) นั้น ยังไม่เป็นไปตามที่หวังไว้ (อากาศร้อน) ในช่วงของหน้าหนาว คนน่าจะเยอะกว่านี้ครับ แต่ก็ประทับใจที่ตัดสินใจออกไปกับรถคู่ใจ ไปกับคนข้าง ๆ ไปกับเพื่อนร่วมทาง ที่คิดไว้ว่า จะได้ไปไหมหว่า?.. แต่ยังไงสุดท้ายแล้ว เราก็กลับมา…​ “เพื่อที่จะไปกันอีกครั้ง” ครับ เพราะพวกเรา #เป็นคนชอบซ้ำ

กด Like Facebook Fanpage กันได้ที่ เที่ยวเมืองไทยไม่ไปก็แล้วแต่ ขอบคุณที่ติดตามรับชมครับผม Thanks for watching and coming soon…

Published by

เนส ลี

ออกไปท่องเที่ยวธรรมชาติด้วยสองล้อคู่ใจ ออกไปทำในสิ่งที่ชอบกับคนที่ใช่ กับเพื่อนร่วมทาง และคนข้าง ๆ 25 ชั่วโมง #เที่ยวเมืองไทยไม่ไปก็แล้วแต่ Thanks for watching and coming soon..